***ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบเพียง 73.14 จุด จากแรงช้อนซื้อหลังร่วงหนัก
ข่าวต่างประเทศ Tuesday March 3, 2026 05:59 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันจันทร์ (2 มี.ค.) ส่วนดัชนี S&P500 พลิกปิดแดนบวก เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนักในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ยังคงประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตามมาด้วยการตอบโต้อย่างหนักของอิหร่านทั่วภูมิภาค
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,904.78 จุด ลดลง 73.14 จุด หรือ -0.15%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,881.62 จุด เพิ่มขึ้น 2.74 จุด หรือ +0.04% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,748.86 จุด เพิ่มขึ้น 80.65 จุด หรือ +0.36%
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นฉุดหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลดลง โดยหุ้นกลุ่มสายการบินและเรือสำราญกอดคอกันร่วง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนค่าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะกลายเป็นภาระหนักของธุรกิจ โดยสายการบินหลักของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง Delta Air Lines, United Airlines และ American Airlines ปรับตัวลดลงระหว่าง 2-5% ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้น 1.95% และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.98%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้ตลาดเปิดมาด้วยการเทขายอย่างรุนแรง โดยดัชนี S&P 500 ดิ่งลงไป 1.2% ส่วนดัชนี Nasdaq ที่ร่วงลงไปมากถึง 1.6% ในช่วงต้นเซสชัน แต่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนประเมินว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในอดีตมักไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นในระยะยาว ทำให้มีแรงซื้อคืนกลับเข้ามาประคองตลาดไว้ได้ในที่สุด
ข้อมูลสถิติจาก Wells Fargo ระบุว่า โดยปกติแล้วดัชนี S&P 500 มักจะกลับมาเป็นบวกได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ และโดยเฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้น 1% เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน
อีกปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดฟื้นตัวคือ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดของวัน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้คือ "โอกาสสุดท้ายและดีที่สุด" ในการกำจัดภัยคุกคามจากระบบที่เขาเรียกว่า "น่ารังเกียจและชั่วร้าย" พร้อมคาดการณ์ว่าความขัดแย้งอาจใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ แต่อาจยืดเยื้อกว่านั้น
ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างดูไบและอาบูดาบี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความกังวลว่า อิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกจะหยุดชะงักการผลิต โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 12% ในช่วงสูงสุดของวัน
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะลดระดับลงมาบ้าง แต่ราคาน้ำมันดิบยังคงซื้อขายในระดับสูงที่กว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก หากมีการปิดช่องแคบเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกและกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง
หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศและพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดไว้ โดย Northrop Grumman พุ่งขึ้น 6% และ Lockheed Martin บวกกว่า 3% ด้านหุ้น Exxon Mobil บวก 1.1% ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงภายหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะเดียวกัน แรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีส่วนช่วยหนุนตลาดเช่นกัน โดยนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นผู้นำตลาดอย่าง Nvidia ซึ่งปรับตัวขึ้น 2.9% และ Microsoft บวก 1.5% เนื่องจากมองว่าเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดสูงและมีความทนทานต่อผลกระทบจากสงคราม
นอกจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เทรดเดอร์ยังคงจับตามองสัญญาณทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเพื่อประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง โดยนักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่การเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์จะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนมกราคมที่ตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาดที่ 130,000 ตำแหน่ง ซึ่งเคยช่วยคลายความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ยังจะมีการประกาศตัวเลขยอดค้าปลีก รวมถึงการรายงานผลประกอบการล่าสุดจากบริษัทรายใหญ่อย่าง Broadcom, Best Buy และ Target ที่กำลังจะมาถึงด้วยเช่นกัน
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยในวันจันทร์ ได้แก่ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 52.4 ในเดือนก.พ. จากระดับ 52.6 ในเดือนม.ค. แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.0
ขณะที่เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 51.6 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน จากระดับ 52.4 ในเดือนม.ค. อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI ปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิตสหรัฐ โดยมีการขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ขณะที่ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน แม้ว่าคำสั่งซื้อใหม่ชะลอตัวลง
***ภาวะตลาดน้ำมันน้ำมัน WTI ปิดพุ่ง $4.21 จากสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลาง
ข่าวต่างประเทศ Tuesday March 3, 2026 06:30 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 6% ในวันจันทร์ (2 มี.ค.) ท่ามกลางความกังวลที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจลุกลามโดยไม่สามารถควบคุมได้ จนส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาด โดยล่าสุดสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางได้บีบให้ผู้ขนส่งสินค้าต้องหลีกเลี่ยงการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 4.21 ดอลลาร์ หรือ 6.28% ปิดที่ 71.23 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 4.87 ดอลลาร์ หรือ 6.68% ปิดที่ 77.74 ดอลลาร์/บาร์เรล
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นไปถึง 12% ในช่วงสูงสุดของวัน ก่อนที่จะอ่อนตัวลงมา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้คือ "โอกาสสุดท้ายและดีที่สุด" ในการกำจัดภัยคุกคามจากระบบที่เขาเรียกว่า "น่ารังเกียจและชั่วร้าย" พร้อมคาดการณ์ว่าความขัดแย้งอาจใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ แต่อาจยืดเยื้อกว่านั้น
ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างดูไบและอาบูดาบี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความกังวลว่า การผลิตน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก อาจหยุดชะงัก
นักวิเคราะห์ของยูบีเอส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุในรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดสปอตอาจพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล "เรามองว่าความรวดเร็วในการฟื้นตัวของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และขอบเขตของการตอบโต้ของอิหร่าน เป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า" นักวิเคราะห์ของยูบีเอสระบุในรายงาน
ส่วนนักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์สคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง
"ยังไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่ในระหว่างนี้ ตลาดน้ำมันต้องเผชิญกับความกลัวที่เลวร้ายที่สุด และเราไม่สามารถมองข้ามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดน้ำมัน" อมาร์พรีต ซิงห์ นักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์สระบุ
ด้านแอนดี ไลพาว ประธานบริษัท Lipow Oil Associates กล่าวว่า การส่งออกน้ำมันของอิหร่านอาจลดลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะผู้นำของอิหร่าน ความไม่สงบภายในประเทศ และการนัดหยุดงานของแรงงานในแหล่งผลิตน้ำมันและท่าเรือน้ำมัน โดยอิหร่านผลิตน้ำมันราว 3.3 ล้านบาร์เรล/วัน
Rystad Energy ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน เปิดเผยว่า การเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบยุติลงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากบริษัทขนส่งทางเรือพากันหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว
ข้อมูลจากบริษัท Kpler ระบุว่า ในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันเฉลี่ยมากกว่า 14 ล้านบาร์เรล/วันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดยประมาณ 3 ใน 4 ของการส่งออกดังกล่าวไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
***ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดพุ่ง $63.7 รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย กังวลขัดแย้งตอ.กลางยืดเยื้อ
ข่าวต่างประเทศ Tuesday March 3, 2026 06:52 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ (2 มี.ค.) รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยิ่งทวีความรุนแรงและบานปลาย หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ตามมาด้วยการตอบโต้อย่างรุนแรงของอิหร่านทั่วภูมิภาค
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 63.7 ดอลลาร์ หรือ 1.21% ปิดที่ 5,311.6 ดอลลาร์/ออนซ์
ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดโลก ทำให้นักลงทุนหันกลับมาหาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง โดยหลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ-อิสราเอล และการโจมตีตอบโต้ที่ตามมา ราคาทองคำได้พุ่งสูงขึ้นจนทะลุระดับ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะมาทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 5,300 ดอลลาร์ในวันจันทร์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ คาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่า การแทรกแซงทางทหารในอิหร่านจะใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ แต่ย้ำว่า สหรัฐมีศักยภาพที่จะดำเนินการได้นานกว่านั้นมาก
"ตอนนี้เราเดินหน้าเร็วกว่ากำหนดเวลาที่วางไว้มากแล้ว แต่ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เราพร้อมใช้เวลานานเท่าที่จำเป็น" ปธน.ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาว พร้อมทั้งระบุด้วยว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านคือ ทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน ทำลายกองกำลังทางเรือของอิหร่าน ป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต และทำให้รัฐบาลอิหร่านไม่สามารถสนับสนุนการก่อการร้ายในต่างประเทศได้อีก
ด้านพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังตะวันออกกลางในวันนี้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่า สงครามอาจยืดเยื้อยาวนานกว่ากรอบเวลา 4-5 สัปดาห์ที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวไว้
นักวิเคราะห์จากเจพี มอร์แกน คาดการณ์ว่า ราคาทองคำอาจพุ่งแตะระดับ 6,300 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2569 โดยระบุว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ทั้งนี้ ราคาทองพุ่งขึ้นเกือบ 25% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ต่อเนื่องจากที่ทะยานขึ้น 64% ในปีที่แล้ว ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายปีมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522 ส่งผลให้ทองเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในปีที่แล้วมากกว่าการลงทุนในหุ้น บิตคอยน์ น้ำมัน และดอลลาร์สหรัฐ โดยได้ปัจจัยบวกจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ราคาทองยังได้แรงหนุนจากการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), การซื้อทองคำของธนาคารกลางต่าง ๆ แนวโน้มการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งการไหลเข้าของเงินลงทุนเข้าสู่กองทุน ETF ทอง