"ช่องแคบฮอร์มุซ" สำคัญอย่างไร? เส้นเลือดใหญ่กุมชะตาพลังงานและเศรษฐกิจโลก
ข่าวต่างประเทศ, Editor's Picks
March 3, 2026 11:57

หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่าน และอิหร่านเปิดปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กลับ ความสนใจทั่วโลกต่างมุ่งไปที่ ?ช่องแคบฮอร์มุซ? (Strait of Hormuz) ทันที โดยเฉพาะหลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศกร้าวขัดขวางการสัญจรผ่านทางน้ำสายสำคัญนี้ ซึ่งได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดโลก
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ช่องแคบแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด? ในอดีตเคยมีการปิดเส้นทางนี้หรือไม่? และในทางปฏิบัติแล้ว การปิดล้อมช่องแคบโดยสมบูรณ์สามารถทำได้เพียงใด?
ทำไมช่องแคบฮอร์มุซจึงสำคัญ?
ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน ช่องแคบแห่งนี้จึงเป็นทางออกสู่ทะเลเพียงแห่งเดียวจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียไปสู่มหาสมุทร กลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก
รายงานล่าสุดจาก เจพี มอร์แกน (J.P. Morgan) เตือนว่า ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางจะสามารถประคองการผลิตได้ ?ไม่เกิน 25 วัน? หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงตัวอิหร่านเอง ต่างต้องพึ่งพาเส้นทางแคบ ๆ นี้ในการส่งออกน้ำมันดิบ
ข้อมูลระบุว่า ราว 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยกาตาร์ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก ขนส่งก๊าซเกือบทั้งหมดผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณ LNG ทั่วโลก
เหตุการณ์โจมตีอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม สัญญาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเมษายน พุ่งขึ้น 12.4% แตะระดับ 75.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม พุ่งขึ้น 13% ไปอยู่ที่ 82.37 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์เตือนว่าหากความขัดแย้งบานปลาย ราคาน้ำมันอาจทะยานสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้น ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งทางเรืออย่าง MSC, Maersk, CMA CGM และ Hapag-Lloyd ต่างเริ่มเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อความปลอดภัย หรือระงับการจองระวางสินค้าใหม่ชั่วคราว
ขณะที่บทวิเคราะห์จาก The Economist ระบุว่า ความตึงเครียดนี้จะดันต้นทุนการขนส่งพลังงานโลกให้สูงขึ้นมหาศาล จากเบี้ยประกันที่แพงขึ้นมาก และเรือบรรทุกน้ำมันที่อาจต้องเดินทางอ้อมไกลไปทางแหลมกู๊ดโฮปแทน
ในอดีตเคยมีการปิดช่องแคบหรือไม่?
แม้ช่องแคบฮอร์มุซไม่เคยถูกปิดโดยสมบูรณ์หรือถาวร แต่ทุกครั้งที่มีสัญญาณความไม่สงบ ราคาน้ำมันโลกมักจะตอบรับทันที
ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (2523-2531) อิหร่านขู่ปิดช่องแคบหลายครั้ง และมีการวางทุ่นระเบิดในปี 2530 เพื่อโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งจาก 30 ดอลลาร์ เป็นกว่า 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าระวางเรือพุ่งขึ้นเท่าตัว
ส่วนเหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม 2561 อิหร่านยึดเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษในช่องแคบ หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้ง
และในเดือนมิถุนายน 2568 หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ฟอร์โดว์, นาทานซ์ และอิสฟาฮาน รัฐสภาอิหร่านมีมติเห็นชอบให้ปิดช่องแคบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นทันที 6%
การปิดล้อมโดยสมบูรณ์จะทำได้จริงหรือ?
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารยังคงกังขาว่าการปิดล้อมโดยสมบูรณ์จะทำได้จริงหรือไม่
อุปสรรคแรกคือ ภูมิศาสตร์ ช่องแคบนี้มีความกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเลในจุดที่แคบที่สุด โดยมีร่องน้ำลึกสำหรับการเดินเรือกว้างเพียงด้านละ 2 ไมล์เท่านั้น การวางทุ่นระเบิดและรักษาพื้นที่ไว้ตลอดเวลาทำได้ยากลำบาก และเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ทางทหารจากนานาชาติ
อุปสรรคประการต่อมาคือ ตัวอิหร่านเอง เนื่องจากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน การปิดช่องแคบจึงเท่ากับการตัดรายได้หลักของตนเอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลเตหะรานพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด
สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจึงยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด อิหร่านเองต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับนานาชาติที่พึ่งพาเส้นทางนี้เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น ซึ่งสถานีโทรทัศน์ NHK ระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศอาจเผชิญกับหายนะ หากช่องแคบถูกปิดถาวร เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 90% และอาจส่งผลให้ GDP ของญี่ปุ่นหดตัวลงถึง 3%
ในขณะนี้ การปิดช่องแคบในระยะยาวดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก แต่เพียงแค่ ?ความไม่แน่นอน? ที่เกิดขึ้น ก็เพียงพอแล้วที่จะทอดเงามืดเหนือเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก เพราะในพื้นที่น้ำที่คับแคบแห่งนี้ คือชีพจรทางเศรษฐกิจของโลกที่ทุกแรงสั่นสะเทือนล้วนมีความหมาย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)