ตอบ

Warning: this topic has not been posted in for at least 120 days.
Unless you're sure you want to reply, please consider starting a new topic.
ชื่อ:
อีเมล์:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

แนบไฟล์:
(Clear Attachment)
(แนบไฟล์เพิ่ม)
Restrictions: 4 per post, maximum total size 192KB, maximum individual size 128KB
Verification:
กรุณาพิมพ์ชื่อนี้ Rakayang เป็น???าษาไทย:

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: Rakayang.Com
« เมื่อ: มิถุนายน 21, 2021, 01:40:48 PM »

ทริสเรทติ้ง ประเมิน STGT อันดับเครดิต A ดีกว่าบริษัทแม่ กำไรทุบสถิติใหม่

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

?ศรีตรังโกลฟส์? ปลื้ม ทริสเรทติ้ง ประเมินอันดับเครดิตองค์กรโดยลำพัง (Stand-Alone Rating) ที่ระดับ A ดีกว่าบริษัทแม่ที่ได้รับอันดับเครดิตที่ A- ตอกย้ำความแข็งแกร่ของฐานะการเงิน ภาพรวมความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกขยายตัว คาดดีมานด์ปีนี้อยู่ที่ 420,000 ล้านชิ้น เติบโตเฉลี่ย 15% นับจากปี 2561

วันที่ 21 มิถุนายน 2564 นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางไนไตรล์รายใหญ่ของโลก เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 บริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำในประเทศไทย ได้ประกาศผลการประเมินอันดับเครดิตของบริษัทฯ ที่ระดับ ?A? จากปัจจุบันที่บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ซึ่งเป็นบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ STGT ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ A-

ทั้งนี้ การที่ STGT ได้รับการประเมินอันดับเครดิตที่ระดับ A จากปกติที่การประเมินอันดับเครดิตจะไม่สูงกว่าบริษัทแม่ เนื่องจากทริสเรทติ้งได้ใช้วิธีการประเมินอันดับเครดิตโดยลำพัง หรือ Stand-Alone Credit Profile

(Stand-Alone Rating) โดยการจัดอันดับเครดิตดังกล่าวเนื่องจากบริษัทฯ มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีเงินทุนหมุนเวียนและฐานะทางการเงินที่มั่นคง หลังจากเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา

สำหรับในปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้ 30,405 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 14,401 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 ยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 15,433.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 308.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 10,051.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,245% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 74% สูงกว่าปี 2563 ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 55.3%

นอกจากนี้ยังเป็นตอกย้ำศักยภาพของบริษัทฯ ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือยางรายใหญ่ของโลกและรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยวางแผนระยาวขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100,000 ล้านชิ้นภายในปี 2569 จากปีนี้ที่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 36,000 ล้านชิ้น

ขณะที่ภาพรวมความต้องการใช้ถุงมือยางยังแข็งแกร่ง โดย Malaysian Rubber Glove Manufacturers Association (MARGMA) คาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นเป็น 420,000 ล้านชิ้น เติบโตเฉลี่ยปีละ 15% นับจากปี 2561 ที่มีปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกประมาณ 212,000 ล้านชิ้น โดยเฉพาะการใช้งานทางการแพทย์ในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และคาดว่าภาพรวมความต้องการใช้ถุงมือยางจะอยู่ในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2565