ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดบวก 48.95 จุด เงินเฟ้อชะลอตัว หนุนความหวังลดดอกเบี้ย


ข่าวต่างประเทศ Saturday February 14, 2026 06:40 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


ดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันศุกร์ (13 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง แต่ดัชนี Nasdaq ปิดลบ เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสารขนาดใหญ่ปรับตัวลง ท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเข้ามาสร้างแรงกระทบต่อธุรกิจ


ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,500.93 จุด เพิ่มขึ้น 48.95 จุด หรือ+0.10%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,836.17 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด หรือ +0.05% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,546.67 จุด ลดลง 50.48 จุด หรือ -0.22%


ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์, S&P500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลง โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 1.23% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย., ดัชนี S&P500 ลดลง 1.39% และดัชนี Nasdaq ลดลง 2.1%


หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเคลื่อนไหวผันผวน ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าผลกำไรจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้าน AI มากเพียงใด รวมถึงต้นทุนการลงทุนจำนวนมากที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดการซื้อขายในแดนบวก หลังข้อมูลระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิ.ย. สู่ระดับ 52.3% จากเดิม 48.9% ตามเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group


อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสารขนาดใหญ่กลับอ่อนตัวลงในช่วงท้ายตลาด ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังก่อนถึงวันหยุดเนื่องในวันประธานาธิบดี (Presidents Day) ของสหรัฐฯ ในวันจันทร์


นักวิเคราะห์กล่าวว่า หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเป็นตัวถ่วงตลาด โดยตลาดอยู่ในภาวะเปราะบางมาสองสัปดาห์แล้ว และเมื่อใกล้เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวสามวัน ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ตลาดจะอ่อนตัวลงในช่วงท้ายวัน


ตลาดหุ้นชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ AI ได้สร้างแรงกดดันในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ ประกันภัย ไปจนถึงบริษัทขนส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม ดัชนีกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการของ S&P500 ปิดบวก 0.9% ในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P500 ปรับตัวลง 0.5%


แม้แนวโน้มเงินเฟ้อปรับตัวดีขึ้น แต่นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดจะยังคงผันผวนต่อไป เนื่องจากนักลงทุนต้องรับมือกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย.ปีนี้ และการคาดการณ์ว่า เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด จะถูกแทนที่โดยเควิน วอร์ช ในเดือนพ.ค.


นักวิเคราะห์ระบุว่า ในอดีตนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านผู้นำเฟดในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดมักเผชิญภาวะดิ่งลงระดับเลขสองหลักทุกครั้ง


หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวอ่อนแอ โดยหุ้น Nvidia และ Apple Inc เป็นตัวถ่วงสำคัญต่อดัชนี S&P500 ขณะที่หุ้น Applied Materials เป็นแรงหนุนหลัก


หุ้น Applied Materials พุ่งขึ้น 8.1% หลังบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตชิปคาดการณ์รายได้และกำไรไตรมาส 2 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้


หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคซึ่งเป็นกลุ่มปลอดภัยพุ่งขึ้น 2.69% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 1.48% โดยเป็นสองกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P500


กลุ่มเฮลท์แคร์ยังเป็นแรงหนุนด้วย โดยหุ้น Dexcom พุ่งขึ้น 7.6% และหุ้น Moderna พุ่งขึ้น 5.3% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาดีกว่าคาด


หุ้น Arista Networks ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย ปรับตัวขึ้น 4.8% หลังคาดการณ์รายได้ทั้งปีสูงกว่าคาด


ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาวระบุว่า ไม่มีมูลความจริงต่อรายงานที่ว่า รัฐบาลมีแผนจะลดภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม


อย่างไรก็ตาม หุ้นผู้ผลิตเหล็กบางรายยังเผชิญแรงกดดัน โดยหุ้น Nucor ร่วงลงเกือบ 3% และหุ้น Steel Dynamics ร่วงลง 3.9% ขณะที่หุ้นผู้ผลิตอะลูมิเนียม Alcoa ลดลง 0.9% และหุ้น Century Aluminum ร่วงลง 7.4%