****ภาวะตลาดน้ำมันน้ำมัน WTI ปิดพุ่ง $9.89 กังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบอุปทาน

 

ข่าวต่างประเทศ Saturday March 7, 2026 06:58 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 12% ในวันศุกร์ (6 มี.ค.) ท่ามกลางภาวะอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ตึงตัว หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ขยายวงกว้าง ส่งผลให้ผู้ซื้อหันไปมองหาแหล่งน้ำมันดิบทดแทน โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ


สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 9.89 ดอลลาร์ หรือ 12.21% ปิดที่ 90.90 ดอลลาร์/บาร์เรล


ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 7.28 ดอลลาร์ หรือ 8.52% ปิดที่ 92.69 ดอลลาร์/บาร์เรล


ทั้งนี้ นับเป็นวันที่สองติดต่อกันที่สัญญาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรงกว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ และราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่ตลาดผันผวนอย่างรุนแรงในระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในฤดูใบไม้ผลิของปี 2563


การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเริ่มต้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านสั่งหยุดการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก


โดยปกติแล้ว น้ำมันดิบที่มีปริมาณราว 20% ของความต้องการทั่วโลกจะถูกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ในแต่ละวัน และเมื่อช่องแคบถูกปิดมาแล้ว 7 วัน ทำให้น้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรล หรือราว 1.4 วันของความต้องการน้ำมันทั่วโลก ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้


ความขัดแย้งดังกล่าวยังลุกลามไปยังพื้นที่ผลิตพลังงานสำคัญในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตได้รับผลกระทบ และทำให้โรงกลั่นน้ำมันรวมถึงโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการ


ด้านรัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า ผู้ผลิตพลังงานในอ่าวอาหรับทั้งหมดอาจต้องหยุดการส่งออกภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล


นักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันและบริษัทเทรดดิงกำลังมองหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกกลายเป็นแหล่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้การส่งออกจำนวนมากทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองในสหรัฐฯ ลดลงเร็วเกินไป ส่วนต่างราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันดิบเบรนท์จึงกำลังปรับตัวมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นทุนการขนส่ง


****ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดบวก $80 จ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอ หนุนคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย


ข่าวต่างประเทศ Saturday March 7, 2026 07:14 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (6 มี.ค.) หลังข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด ซึ่งช่วยหนุนความหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐยังคงกดดันราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำปิดตลาดสัปดาห์นี้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์


ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 80 ดอลลาร์ หรือ 1.58% ปิดที่ 5,158.70 ดอลลาร์/ออนซ์


ข้อมูลล่าสุดระบุว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 92,000 ตำแหน่งในเดือนที่ผ่านมา สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 59,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4%


ในด้านสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อิสราเอลได้โจมตีกรุงเบรุต เมืองหลวงเลบานอน หลังจากสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชานเมืองทางตอนใต้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตของสงครามกับอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากเริ่มปฏิบัติการร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน


ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่า 1 ปี เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระตุ้นให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย


การแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อในต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาทองคำเผชิญแรงกดดัน แม้ว่าทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม


เทรดเดอร์ระบุว่า ระบบการซื้อขายอัตโนมัติบางส่วนถูกตั้งค่าให้ขายทองคำทันทีเมื่อดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โลหะมีค่าปรับตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ในสัปดาห์นี้


คณะผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีกำหนดประชุมกันในวันที่ 18 มี.ค. โดยตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และคาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นในเดือนก.ค. ตามข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch


โดยทั่วไปแล้ว ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อในระยะยาว และมักทำผลงานได้ดีในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากทองคำไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย


ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแล้วมากกว่า 18% นับตั้งแต่ต้นปีนี้


***ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบ 453.19 จุด กังวลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ชะลอตัว-ราคาน้ำมันพุ่ง


ข่าวต่างประเทศ Saturday March 7, 2026 06:30 ?สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)


***ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (6 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ


ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,501.55 จุด ลดลง 453.19 จุด หรือ -0.95%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,740.02 จุด ลดลง 90.69 จุด หรือ -1.33% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,387.68 จุด ลดลง 361.31 จุด หรือ -1.59%


ดัชนีดาวโจนส์ยังปรับตัวลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2568 ขณะที่ดัชนี S&P500 เผชิญสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนต.ค.


ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 92,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4%


ความอ่อนแอของตลาดแรงงานเกิดขึ้นท่ามกลางการนัดหยุดงานของพนักงานในภาคเฮลท์แคร์ รวมทั้งสภาพอากาศฤดูหนาวที่รุนแรง


ตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาดทำให้ตลาดกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอตัว ในขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังผลักดันต้นทุนพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยทั้งสองด้านนี้อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ดำเนินนโยบายการเงินได้ยากขึ้น ส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีความซับซ้อนมากขึ้น และเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมาอีกครั้ง


นักวิเคราะห์มองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ และส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเฟดจะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่


ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านทางทหาร ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากคำเตือนของกาตาร์ที่ระบุว่าราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล


สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 12% ในวันศุกร์ แตะระดับสูงกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5% สู่ระดับ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล


นักวิเคราะห์ระบุว่าราคาน้ำมันกำลังเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลมากขึ้นทุกวัน ซึ่งทำให้ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น


ดัชนี Cboe Volatility Index ซึ่งเป็นดัชนีวัดระดับความวิตกกังวลของนักลงทุนในวอลล์สตรีท พุ่งขึ้น 5.74 จุด ปิดที่ 29.49 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2565


การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ตลาดคาดว่าต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันผลกำไรของบริษัทต่าง ๆ และเพิ่มความเสี่ยงที่ภาวะสินเชื่อจะตึงตัวมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร


หุ้นกลุ่มธนาคารในดัชนี S&P500 ลดลง 2.03%


หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวปรับตัวลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น โดยหุ้นกลุ่มสายการบินโดยสารร่วงลง 4.07%


อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 0.13% จากแนวโน้มที่ราคาพลังงานสูงขึ้นจะช่วยหนุนรายได้ของบริษัทพลังงาน


ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น BlackRock ร่วงลง 7.1% หลังบริษัทตัดสินใจจำกัดการถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อเอกชนขนาดใหญ่


หุ้น Western Alliance ร่วงลง 8.4% หลังยื่นฟ้อง Jefferies จากกรณีที่ Jefferies ไม่ชำระเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับ First Brands Group ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ล้มละลาย โดยหุ้น Jefferies ร่วงลง 13.5%


ส่วนหุ้น Marvell Technology ปิดพุ่งขึ้น 18.4% หลังบริษัทคาดการณ์ว่า รายได้ในปีงบประมาณ 2571 จะสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้