ดีเอสไอเล็งสอบสำแดงน้ำมันคลังสุราษฎร์ มี.ค.ทะลัก10ล.ลิตร

2.04.26 | 14:31 น. ที่มา มติชน


ดีเอสไอ-ตร.พบพิรุธตรวจคลังน้ำมันใหญ่สุราษฎร์ ยอดนำเข้าดีเซลมี.ค.ทะลุ10ล้านลิตร เกิน100% สูงกว่ากพ.มีเพียง4.8ล.ลิตร


เมื่อวันที่ 2 เมษายน เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เตรียมเข้าตรวจสอบหลักฐาน สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องบริษัทคลังน้ำมัน ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำตาปี เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี


โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ร่วมกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ร่วมกับ พล.ต.ต.สุวิชชา จินดาคำ รอง ผบช.ภ. 8 พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผูบก.ภ.จว.สุราษฎร์ฯ สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 2543 เป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบความผิดปกติของคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับยอดขายเบนซิน คือ เดือนมีนาคม มียอดขายราว 400,000 ลิตร ต่ำกว่ายอดขายในเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีราว 1,700,000 ลิตร


ขณะที่ยอดขายดีเซลเดือนมีนาคมราว 10,000,000 ลิตร เป็นยอดขายที่สูงกว่าเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีอยู่ราว 4,800,000 ลิตร เป็นการขายเกินยอดปกติไป 100% ขณะที่ยอดจำหน่ายน้ำมันทั้งประเทศ เดือนมีนาคม สูงกว่า กุมภาพันธ์ ประมาณ 20% เท่านั้น


ข้อมูลระบุด้วยว่า สำหรับคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี นั้น เป็นคลังน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 และ มาตรา 10 กระจายน้ำมันให้กับผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และในช่วงที่รัฐบาลยังมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาดอย่างรุนแรง และในทางที่กลับกัน ยังพบการสั่งซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูล และสืบสวนสอบสวน หากพบหลักฐานความผิดจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายการสอบสวน คดีพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักและขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป