***ดาวโจนส์ปิดลบ 289.24 จุด กังวลผลกระทบสงครามอิหร่าน
ข่าวหุ้น, Editor's Picks
March 12, 2026
06:29
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (11 มี.ค.) โดยตลาดยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยล่าสุด กองบัญชาการทหารของอิหร่านเตือนว่า ทั่วโลกควรเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,417.27 จุด ลดลง 289.24 จุด หรือ -0.61%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,775.80 จุด ลดลง 5.68 จุด หรือ -0.08% และ
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,716.14 จุด เพิ่มขึ้น 19.03 จุด หรือ +0.08%
ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนตลอดทั้งวัน ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน โดยอิหร่านยังคงโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกับเตือนว่าจะทำการตอบโต้ครั้งใหญ่หากสหรัฐโจมตีท่าเรือของอิหร่าน
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 4% แม้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ยืนยันว่าซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มกำลังการผลิตแล้ว และทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์มากถึง 400 ล้านบาร์เรลในวันพุธ เพื่อรับมือกับภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันที่เกิดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน
นักลงทุนกังวลว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อและส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยล่าสุด กองบัญชาการทหารของอิหร่านเตือนว่า ทั่วโลกควรเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันดิบที่จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าระดับปัจจุบันกว่าสองเท่า
แม้ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ เมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างมากในขณะนี้
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวขึ้น 2.4% เช่นกันในเดือนม.ค. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวขึ้น 2.5% เช่นกันในเดือนม.ค.
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีกำหนดจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ โดยตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ และคาดว่าคณะกรรมการเฟดจะประเมินความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งตลาดแรงงานที่ส่งสัญญาณอ่อนแอลง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่ามีโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หรือ Stagflation
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 1.3% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลดลง 1.12% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.48% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้น 0.35%
รายงานระบุว่า ธนาคาร JPMorgan Chase กำลังคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจสินเชื่อภาคเอกชน (Private Credit Group) ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ฉุดหุ้น Ares Management ดิ่งลง 4.8% และหุ้น Apollo Global ร่วงลง 1.9%
หุ้น Campbell ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วงลง 7.1% หลังจากบริษัทปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการรายปี และเตือนว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลสหรัฐฯ
ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาดของบริษัท Oracle ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้รายปี หลังจากธุรกิจคลาวด์สามารถทำกำไรได้ดีเกินคาด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)
***น้ำมัน WTI ปิดบวก $3.80 หวั่นสงครามอิหร่านกระทบอุปทานน้ำมัน
ข่าวเศรษฐกิจ, Editor's Picks
March 12, 2026
06:46
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกกว่า 4% ในวันพุธ (11 มี.ค.) หลังมีรายงานการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซครั้งใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันจะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าข้อเสนอของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในการระบายคลังสำรองน้ำมันครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความกังวลเหล่านี้ได้
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 3.80 ดอลลาร์ หรือ 4.55% ปิดที่ 87.25 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 4.18 ดอลลาร์ หรือ 4.76% ปิดที่ 91.98 ดอลลาร์/บาร์เรล
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ล่วงเข้าสู่วันที่ 12 แล้วในวันพุธ และดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซและน่านน้ำใกล้เคียง เมื่อเรือบรรทุกสินค้าเสี่ยงลุยผ่านพื้นที่อันตรายจนตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนัก
บริษัทรักษาความปลอดภัยทางทะเลและความเสี่ยง เปิดเผยว่า มีเรืออีก 3 ลำถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้จำนวนเรือที่ถูกโจมตีในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 14 ลำ นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น
การขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบจะหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งขัดขวางการส่งออกน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณอุปทานน้ำมันทั่วโลก และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะส่งเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อจำเป็น แต่สื่อรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำร้องขอจากอุตสาหกรรมการเดินเรือในการส่งเรือทหารคุ้มกัน เนื่องจากความเสี่ยงจากการถูกโจมตีในขณะนี้สูงเกินไป
ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์มากถึง 400 ล้านบาร์เรลในวันพุธ เพื่อรับมือกับภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันที่เกิดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยการระบายน้ำมันจากคลังสำรองในครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ IEA โดยมากกว่าจำนวน 182 ล้านบาร์เรลที่เคยเกิดขึ้นหลังรัสเซียใช้ปฏิบัติการพิเศษทางทหารโจมตียูเครนในปี 2565
อย่างไรก็ดี IEA ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าปริมาณน้ำมันดังกล่าวจะเข้าสู่ตลาดเมื่อใด โดยระบุว่าการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองจะเป็นไปตามช่วงเวลาที่เหมาะสมตามสถานการณ์ของสมาชิกทั้ง 32 ประเทศ
ด้านนักวิเคราะห์มองว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่ IEA ประกาศว่าจะระบายออกมานั้น ไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปทานที่สูญเสียไปช่วงสงครามตะวันออกกลาง โดยนักวิเคราะห์จาก Macquarie ประมาณการว่า ปริมาณน้ำมันที่จะระบายออกจากคลังสำรองนั้น เท่ากับปริมาณการผลิตทั่วโลกเพียง 4 วัน และเท่ากับปริมาณน้ำมันดิบที่ขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียเป็นเวลา 16 วัน
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 3.8 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว มากกว่านักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล
ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 3.6 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 2.6 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่นซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 700,000 บาร์เรล
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)